จังหวัดกำแพงเพชร จัดการประชุมคณะกรรมการฯ ขับเคลื่อนการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม มุ่งยกระดับความปลอดภัยและสุขภาวะของประชาชน
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมวชิรปราการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร มอบหมายให้ นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมจังหวัดกำแพงเพชร ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการและผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
การประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการได้ร่วมกันรับทราบการประกาศใช้กฎหมายอนุบัญญัติเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังและการรายงานโรค จำนวน 4 ฉบับ ประกอบด้วย ประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง กำหนดแบบและวิธีการรายงานกรณีพบหรือสงสัยว่าเยียวยาผู้เป็นโรคจากการประกอบอาชีพหรือสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2568 ,ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ พ.ศ. 2568 , ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2568 และการกำหนดแบบคำขอและเกณฑ์ประเมินมาตรฐานเบื้องต้นสำหรับหน่วยบริการอาชีวเวชกรรมและหน่วยบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2569
ที่ประชุมยังได้ร่วมกันติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้แก่ ด้านเกษตรกรรมการตรวจสารเคมีตกค้างในเลือดของเกษตรกร โดย อบจ.กำแพงเพชร, เทศบาลตำบลวังยาง และ อบต.หนองหลวง รวมถึงการตรวจวัดคุณภาพดินและน้ำเพื่อรับรองมาตรฐาน GAP โดยสำนักงานเกษตรจังหวัด และด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การจัดทำห้องปลอดฝุ่นในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั้งในสังกัด อบจ.กำแพงเพชร และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรองรับสถานการณ์ฝุ่นละอองเชิงรุก
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการปรับปรุงคณะทำงานหน่วยปฏิบัติการโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม (ตามคำสั่งจังหวัดที่ 1479/2564) เพื่อทดแทนข้าราชการที่โยกย้ายและเกษียณอายุราชการ พร้อมทั้งรายงานทำเนียบบุคลากรที่ผ่านการอบรมหลักสูตรหน่วยปฏิบัติการเฉพาะทางเพิ่มเติม แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานประกันสังคมจังหวัด 2 คน และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 7 คน ซึ่งจะเข้ามาช่วยเสริมทัพการเฝ้าระวังโรคในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 3 นครสวรรค์ ได้นำเสนอแนวทางการประเมินสมรรถนะความพร้อมทางการแพทย์ในการขับขี่ (Medical fitness to drive) เพื่อร่วมพิจารณาปรับใช้ในมาตรการสร้างความปลอดภัยทางถนนต่อไป