ครม. เห็นชอบ ยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย เตรียมเสนอต่อที่ประชุม COP 30 ที่บราซิล

ครม. เห็นชอบ ยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย เตรียมเสนอต่อที่ประชุม COP 30 ที่บราซิล
บทสรุป
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ (ร่าง) การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะ 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2574–2578) เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นต่อประชาคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงปารีสที่กำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศมุ่งสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันจุดยืนของประเทศไทยในการร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับนานาประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี โดยกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 47 จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2019 รวมถึงได้จัดทำแผนการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนไทยลดก๊าซเรือนกระจก 32.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดส่ง NDC 3.0 ต่อ UNFCCC (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และจะนำเสนอต่อที่ประชุม COP 30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เพื่อประกาศความมุ่งมั่นของไทยในเวทีโลกอย่างเป็นทางการ

รายละเอียด
(4 พ.ย. 68) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง) การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 ของประเทศไทย ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะ 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2574 –2578) เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข NDC 3.0 ของประเทศไทย ที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีอีก
ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีในกรอบอนุสัญญา UNFCCC และความตกลงปารีส ซึ่งข้อ 4 ของความตกลงปารีสกำหนดให้ภาคีต้องจัดทำ NDC อย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยได้จัดส่ง NDC ต่อสำนักเลขาธิการ UNFCCC มาแล้ว 2 ฉบับ คือ NDC 2.0 ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการสิ้นสุดใน ปี 2573 และ NDC 3.0 ซึ่งมีกำหนดเป้าหมายการดำเนินการ 5 ปี ระหว่างปี 2574 – 2578 (เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจาก NDC 2.0 ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการสิ้นสุด ณ ปี 2573)
ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้จัดประชุมหารือ ในประเด็นเป้าหมายการ
ลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภายใต้ NDC 3.0 ร่วมกับหน่วยงานรับผิดชอบหลักรายสาขา 5 สาขา ได้แก่ สาขาพลังงาน (รวมภาคคมนาคมขนส่ง) สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ สาขาเกษตร สาขาของเสีย และสาขาป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และ พ.ศ. 2568 และได้จัดประชุมชี้แจงเป้าหมาย แนวทาง และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ภายใต้ NDC 3.0 และรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ซึ่งได้ข้อสรุปว่าประเทศไทยจะยกระดับการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก โดยแบ่งสัดส่วนเป็นการลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินการเองภายในประเทศ (Unconditional target) คิดเป็นร้อยละ 70 ของค่าเป้าหมาย และที่ต้องการขอรับสนับสนุนจากต่างประเทศ (Conditional target) อีกร้อยละ 30 ของค่าเป้าหมาย โดยในปี 2578 ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิที่ระดับไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
สำหรับประโยชน์และผลกระทบนั้น (ร่าง) NDC 3.0 ของประเทศไทย เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นต่อประชาคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงปารีส กำหนดทิศทางการดำเนินงานและบูรณาการนโยบายกับแผนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ตลอดจนคงไว้ซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการค้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับ 1.5ºC Pathway ตามนโยบายของรัฐบาล ข้อ 13 การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำของรัฐบาล โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ (Economy-wide) ณ ปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) และเร่งเพิ่มเป้าหมายการดูดกลับ ก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชนที่ดิน (LULUCF) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีระดับการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือลดลงร้อยละ 47 จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2019 รวมถึงได้จัดทำแผนการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนไทยลดก๊าซเรือนกระจก 32.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามเงื่อนไขของความตกลงปารีส
ทั้งนี้ เน้นย้ำว่าการยกระดับเป้าหมาย NDC 3.0 เพื่อให้บรรลุตามนโยบายของรัฐบาล และจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ มีศักยภาพดึงดูดการลงทุนสีเขียวและสร้างงานใหม่ ๆ ในภาคเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้จัดส่ง NDC 3.0 ในช่วงบ่ายของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ต่อ UNFCCC และจะนำเสนอต่อที่ประชุม COP 30 (การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ค.ศ. 2025 (UNFCCC COP 30)) ระหว่างวันที่ 6 – 21 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เพื่อประกาศความมุ่งมั่นของไทยในเวทีโลกอย่างเป็นทางการ รวมถึงเร่งการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแปลงเป้าหมายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับการเชื่อมโยงระบบติดตามผลแบบดิจิทัล (Digital Tracking) เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพต่อไป


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar