สธ. ขับเคลื่อน 30 บาทรักษาทุกที่ฟอกไตฟรีทุกแห่ง พาณิชย์ ร่วมมือ รพ.เอกชน รู้ราคายาก่อนจ่าย Kick Off “สุขกาย สบายกระเป๋า” 28 ต.ค. 68
บทสรุป
นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลอนุทิน ด้านเศรษฐกิจที่ มุ่งสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้ประชาชน ในด้านสุขภาพเรื่องการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพของประชาชน ผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “30 บาทรักษาทุกที่ ฟอกไตฟรีทุกแห่ง” กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีมติให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำกับคุณภาพบริการฟอกไต จัดทำงบประมาณรองรับในเดือนพฤศจิกายน 2568 และขยายศูนย์ปลูกถ่ายไตครบ 12 เขตสุขภาพภายในเดือนมกราคม 2569 ด้านกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ลงนาม MOU โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เปิดเผยราคายาก่อนจ่าย มีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมกว่า 300 แห่ง เตรียม Kick Off 28 ตุลาคมนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ ลดค่ารักษา และบรรเทาความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ พร้อมกันนี้กระทรวงสาธารณสุข Kick Off โครงการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว เฟสแรก 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี ราชบุรี เพื่อควบคุมโรคและลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐ นอกจากนี้ ยังพัฒนา “Super App สุขภาพ” เชื่อมข้อมูลบริการแพทย์ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งตรวจสอบสิทธิ นัดหมอ รับยา และเทเลเมดิซีน เตรียมเปิดเฟสแรกสิ้นปี 2568 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
รายละเอียด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 โดย 1 ในนโยบาย 5 ด้านหลัก นโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่ตั้งเป้าหมายสำคัญ
มุ่งสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพของประชาชน จากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Coverage Scheme - UCS) หรือบัตรทอง 30 บาท กลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมหรือสวัสดิการข้าราชการ ผู้มีสิทธิ์ ได้แก่ บุคคลที่มีสัญชาติไทย มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลอื่นที่รัฐจัดให้ และต้องเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิประกันสังคม หรือเป็นผู้ที่ลาออกและเกษียณ
จากประกันสังคมแล้วเท่านั้นถึงสามารถใช้สิทธินี้ได้ ไม่เสียค่ารักษาพยาบาล ครอบคลุมการรักษาโรคทั่วไป
โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคไต และบริการฟอกไต
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 10/2568 โดยมี นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมประชุม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล “30 บาทรักษาทุกที่ ฟอกไตฟรีทุกแห่ง” และขยายบริการปลูกถ่ายไต โดยที่ประชุมเห็นชอบแนวทางให้ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีฟอกไตตามคำแนะนำแพทย์ พร้อมตรวจสอบคุณภาพ
ศูนย์ไตเทียมอย่างเข้มงวด และควบคุมค่าใช้จ่ายในระบบ ตั้งแต่การป้องกันโรคไตจนถึงการรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยกระทรวงสาธารณสุขจะขยายศูนย์ปลูกถ่ายไตและจัดตั้งทีมผ่าตัดนำไตออก (Renal Retrieval Team: RRT) ครบทั้ง 12 เขตสุขภาพ ขณะที่ สปสช. จะปรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายรองรับนโยบายดังกล่าว พร้อมเปิดศูนย์ปลูกถ่ายไตแห่งใหม่ที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์
ที่ประชุมมีมติให้ สปสช. กำกับไม่ให้หน่วยบริการเรียกเก็บค่าฟอกไตเพิ่มเติมจากผู้ป่วย และดำเนินคดีหากฝ่าฝืน มอบคณะกรรมการควบคุมคุณภาพบริการพิจารณามาตรฐานเพื่อสร้างความมั่นใจ และให้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนงบประมาณและแนวทางปฏิบัติรองรับนโยบายภายในเดือนพฤศจิกายน 2568
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ ของบประมาณเพิ่มเติมปี 2569 จำนวน 17,185.84 ล้านบาท
เพื่อรองรับค่าบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและบริการสาธารณสุขอื่นที่มีผลงานเกินเป้าหมาย
สำหรับเป้าหมายการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงสาธารณสุข
“30 บาทรักษาทุกที่ ฟอกไตฟรีทุกแห่ง” พร้อมปรับหลักเกณฑ์เบิกจ่าย สปสช. ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศใช้ระบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ครบ 100% ภายในเดือนธันวาคม 2568
เปิดหน่วยบริการรังสีรักษาเพิ่มอีก 12 แห่ง ภายในปี 2570
ขยายศูนย์ปลูกถ่ายไตครบ 12 เขตสุขภาพ ตั้งเป้าปลูกถ่ายไต 3,000 ราย ภายในเดือนมกราคม 2569
เดินหน้าขับเคลื่อน 3 นโยบายหลัก Wellness Hub (ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ), Medical Hub (ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ) และ Advanced Medicine (ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง)
ด้านกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เพื่อเปิดเผยราคายาในโรงพยาบาลเอกชนและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้ โดยยึดหลักสิทธิประชาชน
ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นไปตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ซึ่งมีหน่วยงานร่วมดำเนินงาน ได้แก่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 300 แห่ง จาก 354 แห่ง เช่น เครือ BDMS ธนบุรี BCH บางปะกอก-ปิยะเวช รามคำแหง-วิภาราม พริ้นซ์ จุฬารัตน์ นวมินทร์ สินแพทย์ รวมถึงโรงพยาบาลหัวเฉียว วิภาวดี และบีแคร์
ความร่วมมือดังกล่าวจะกำหนดให้โรงพยาบาลแสดง “รายการยาและค่ายา” อย่างชัดเจนในใบแจ้งค่าใช้จ่ายหรือใบเสร็จรับเงิน พร้อมออกใบสั่งยาให้ผู้ป่วยนำไปซื้อยาจากร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีมากกว่า 20,000 แห่ง โดยกรมการค้าภายใน และ อย. จะประชุมเพื่อกำหนดคุณสมบัติและแนวทางลงทะเบียนร้านขายยาในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ และจะเปิดตัวโครงการ (Kick Off) อย่างเป็นทางการวันที่ 28 ตุลาคม 2568
ขณะที่ นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการตรวจและประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว เปิดกิจกรรม Kick Off และเยี่ยมชมศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) จังหวัดตาก เพื่อเดินหน้านโยบายเร่งรัดให้แรงงานต่างด้าว
ซื้อประกันสุขภาพ ลดภาระค่ารักษาพยาบาลของประเทศ และควบคุมโรคบริเวณชายแดนอย่างเป็นระบบ
ซึ่งเป็นนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล โดยเริ่มนำร่อง (One Stop Service - OSS) ใน 4 จังหวัดชายแดน ตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี เพื่อให้ตรวจสุขภาพและซื้อประกันได้ในจุดเดียว พร้อมกันนี้ ได้พัฒนาระบบ FDH–Migrant Platform เป็นระบบกลางเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิและบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย (HINT) เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ ออกใบรับรองแพทย์อิเล็กทรอนิกส์ และซื้อประกันออนไลน์ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยในเฟสแรกเริ่มใน 4 จังหวัด ก่อนขยายเป็น 10 จังหวัด และครอบคลุมทั่วประเทศภายในเดือนมกราคม 2569
นอกจากนี้ อีกหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน Quick Win ที่ต้องดำเนินการภายใน 4 เดือน คือ “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” โดยกระทรวงสาธารณสุขจะพัฒนาแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” สู่ “หมอพร้อม+” ให้เป็น Super App ด้านสุขภาพหลักของประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์แบบครบวงจร ทั้งการตรวจสอบสิทธิ นัดหมายแพทย์ ดูประวัติการรักษา รับยา ปรึกษาแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และข้อมูลส่งเสริมสุขภาพได้ในที่เดียว ลดความซ้ำซ้อนจากแอปพลิเคชันด้านสุขภาพของภาครัฐที่มีอยู่กว่า 50 แอปพลิเคชัน โดยเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ และปลอดภัยตามมาตรฐานความมั่นคงทางไซเบอร์ หลังประชุมร่วมกันทุกฝ่าย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ความร่วมมือนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบสุขภาพดิจิทัลที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะการสนับสนุนจากกระทรวงแรงงานที่จะเชื่อมข้อมูลผู้ประกันตนกว่าสิบล้านคนเข้าสู่ระบบสุขภาพแห่งชาติ ช่วยให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยแบบครบถ้วน ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา ตั้งเป้าให้ประชาชนใช้บริการ “หมอพร้อม+” เฟสแรกได้ภายในสิ้นปี 2568 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนไทยทุกคน