รัฐบาลสั่งการทุกหน่วยงานเร่งบริหารจัดการมวลน้ำจากอิทธิพลพายุ 'วิภา' เร่งระบายน้ำผ่านเส้นทางหลักลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลสั่งการทุกหน่วยงานเร่งบริหารจัดการมวลน้ำจากอิทธิพลพายุ 'วิภา' เร่งระบายน้ำผ่านเส้นทางหลักลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมีประสิทธิภาพ
บทสรุป
จากอิทธิพลของพายุ “วิภา” และร่องมรสุมทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงวันที่ 21–28 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลได้สั่งการให้
ทุกหน่วยงานเร่งจัดการน้ำและช่วยเหลือประชาชน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในลุ่มน้ำหลัก เพื่อควบคุมมวลน้ำและเร่งระบายอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากยังมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดน่าน เชียงราย แพร่ สุโขทัย และตาก แม้บางพื้นที่น้ำเริ่มลดลง แต่บางจุดยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รัฐบาลได้วางแผนระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์เพิ่มเป็นวันละ 40 ล้าน ลบ.ม. และทยอยปล่อยน้ำลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยไม่ให้กระทบประชาชนพร้อมเตรียมรับมือฝนระลอกใหม่ในเดือนสิงหาคม–กันยายน ในส่วนของแม่น้ำโขง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในช่วง 1-2 วันนี้ โดยเฉพาะในจังหวัดหนองคายและบึงกาฬ

รายละเอียด
(30 ก.ค. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล
เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แถลงว่า รัฐบาลสั่งการ
ทุกหน่วยงานเร่งบริหารจัดการน้ำและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลพายุ “วิภา” และร่องมรสุม ซึ่งก่อให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ระหว่างวันที่ 21–28 กรกฎาคม 2568 โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้บูรณาการการทำงานผ่านศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ใน 4 ลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกและบางปะกง จ.ระยอง ลุ่มน้ำโขงเหนือ จ.เชียงราย ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ จ.หนองคาย และลุ่มน้ำยม–น่าน
จ.สุโขทัย เพื่อควบคุมมวลน้ำข้ามลุ่มน้ำและจังหวัด พร้อมเร่งระบายน้ำ แจ้งเตือนภัยและสนับสนุน
การตัดสินใจเชิงนโยบายในภาวะวิกฤติ
โดยหน่วยงานในพื้นที่ได้ระดมกำลังทั้งเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รวมถึงแนว กระสอบทรายและ Big Bag ป้องกันน้ำท่วมในจุดเสี่ยง ขณะเดียวกันได้อพยพกลุ่มเปราะบาง ดูแลความเป็นอยู่ การแพทย์และสาธารณูปโภคในศูนย์พักพิง พร้อมจัดตั้งโรงครัวพระราชทานและจัดส่งอุปกรณ์กู้ภัยทั้งทางบกและน้ำ รวมถึงวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการสัญจร
ปัจจุบันยังมีอุทกภัยใน 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย แพร่ และสุโขทัย โดย จ.น่าน มีฝนสะสมสูงสุดกว่า 500 มม. แต่ระดับน้ำเริ่มลดลงและเข้าสู่ระยะฟื้นฟู ส่วน จ.เชียงรายยังมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ทำให้แม่น้ำกกและแม่น้ำสายเอ่อล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา ซึ่งเป็นจุดรับน้ำ จากฝั่งเมียนมาโดยตรง ส่วน จ.สุโขทัยยังมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นในบางจุด ได้สั่งการให้มีการควบคุม มวลน้ำจากภาคเหนือลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และควบคุมมวลน้ำเหนือ
เขื่อนนเรศวรพร้อมเปิดบานประตูระบายน้ำทุกจุด และเตรียมใช้ทุ่งบางระกำเพื่อหน่วงน้ำได้กว่า 400 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าสถานการณ์ทั้ง 4 จังหวัดจะคลี่คลายภายในสิ้นเดือนนี้ ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
หลังเกิดฝนตกหนัก เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเมยล้นตลิ่งท่วมตลาดริมเมยและชุมชนใกล้เคียง โดยระดับน้ำยังสูงกว่าตลิ่งถึง 3.6 เมตร แต่มีแนวโน้มลดลง หากไม่มีฝนเพิ่มใน 1–2 วันนี้ คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายภายใน 3–5 วัน
นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลยังได้สั่งการให้บูรณาการบริหารจัดการในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา โดยประสานการบริหารระดับน้ำกับพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไปจนถึงเขื่อนพระรามหกและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำฝนระลอกใหม่ในเดือนสิงหาคม - กันยายน และลดความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำหลาก ขณะเดียวกันได้สั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์แม่น้ำโขง ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากเขื่อนน้ำเทิน 1 ใน สปป.ลาว ได้เพิ่มการระบายน้ำอย่างฉับพลันจาก 2,500 เป็น 4,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ริมฝั่งโขงเพิ่มขึ้น 0.5–1 เมตร พร้อมสั่งให้ทุกพื้นที่จัดทำแผนรับมือ อพยพประชาชนในจุดเสี่ยงและแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างทันท่วงที โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับ
การบูรณาการจัดการน้ำในฤดูฝนปีนี้อย่างเข้มข้น พร้อมเร่งเยียวยาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตประชาชนโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ผ่านแอปฯ และเว็บไซต์ “Nation Thai Water” LINE “ไทยคู่ฟ้า” Facebook สทนช. หรือสายด่วน “ปภ.เตือนภัย” โทร. 1748 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สทนช. ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์เป็น 40 ล้าน ลบ.ม./วัน
(30 ก.ค. 68) ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยหารือแนวทางเร่งระบายน้ำจากอิทธิพลพายุวิภา ที่ส่งผลกระทบหลายพื้นที่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน ซึ่งสุโขทัยเป็นจุดเสี่ยงในพื้นที่เศรษฐกิจ ขณะนี้ระดับน้ำในลุ่มน้ำยมเริ่มคลี่คลาย ส่วนลุ่มน้ำน่านยังมีน้ำล้นตลิ่งบริเวณ อ.เวียงสา โดยมวลน้ำจะไหลเข้าสู่เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำถึง 70% ของความจุ และเหลือพื้นที่ว่างประมาณ 2,000 ล้าน ลบ.ม. จึงมีความเสี่ยงหากเกิดพายุลูกใหม่
ที่ประชุมจึงได้วางแผนร่วมกันเพื่อปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์เป็น 40 ล้าน ลบ.ม./วัน ระหว่างวันที่ 1–15 สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงฝนลดเพื่อป้องกันน้ำล้นเขื่อนในระยะยาวและเตรียมรับฝนหนัก
ช่วงต้นเดือนกันยายน โดยยืนยันว่าการระบายน้ำจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน เช่น อุตรดิตถ์ พิจิตร และพิษณุโลก พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประชาสัมพันธ์ข้อมูลล่วงหน้า และติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด หากมีฝนเกินคาดจะปรับลดการระบายทันที โดยเน้นควบคุมระดับน้ำ
ผ่านสถานี C.2 ที่นครสวรรค์ ไม่ให้เกิน 1,500 ลบ.ม./วินาที และประเมินความพร้อมของเขื่อนทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถรับมือน้ำหลากได้อย่างปลอดภัย
สำหรับการระบายน้ำลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานรายงานว่า จะทยอยปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เวลา 13.00 น. จากอัตรา 1,000 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,050 ลบ.ม./วินาที ภายในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้อง
กับปริมาณน้ำทางตอนบน โดยขอให้ประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนเฝ้าระวังและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำ
อย่างใกล้ชิด

ปภ. ติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังแม่น้ำโขงระยะนี้
(30 ก.ค. 68) นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุวิภาและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใน 11 จังหวัด มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 120,000 คน ขณะนี้ยังคงมีสถานการณ์ใน 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย แพร่ สุโขทัย และตาก โดย ปภ. ได้ส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือ พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูในพื้นที่ที่คลี่คลายแล้ว
ขณะเดียวกัน ยังได้สั่งเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะใน จ.บึงกาฬและ
จ.หนองคาย ซึ่งมีแนวโน้มว่าน้ำอาจล้นตลิ่งใน 1 - 2 วันนี้ พร้อมส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ และได้จัดเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลและแผนฉุกเฉินไว้รองรับทุกกรณี เพื่อลดผลกระทบและไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้จังหวัดริมโขงเร่งตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ และพื้นที่เสี่ยงให้มั่นคงแข็งแรง พร้อมเตรียมแผนสำรองรับมือหากแนวป้องกันเสียหาย

รองนายกฯ ประเสริฐ ตรวจราชการพื้นที่อุทกภัย จ.สุโขทัย
วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พร้อมด้วย ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสุโขทัย รับฟังรายงานสถานการณ์ การแก้ไขปัญหา และแผนเตรียมพร้อมรองรับน้ำหลากในพื้นที่ จ.แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ พร้อมพบปะประชาชนและมอบถุงยังชีพ 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar