รองนายกฯ ประเสริฐ ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ กำชับทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ 7 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย น่าน หนองคาย สกลนคร บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร ซึ่งในที่ประชุมมีการรายงานสถานการณ์การเตรียมความพร้อมในการป้องกันและการเผชิญเหตุ โดยนายประเสริฐ สั่งการในที่ประชุมให้นำบทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มาปรับใช้ในการรับมือ
ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของแต่ละจังหวัด และเน้นให้ทุกหน่วยงานทำงานเชิงบูรณาการ สร้างเครือข่ายที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และดำเนินตามนโยบายใน 4 เรื่อง ประกอบด้วย 1. การเตือนภัย 2. การเตรียมพื้นที่รับมือภัยพิบัติ 3. การประชาสัมพันธ์ และ 4. การฟื้นฟู ขณะที่กระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่ากลไกกระทรวงมหาดไทยทุกระดับ พร้อมบูรณาการภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อดูแลคนไทยในทุกสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
รายละเอียด
(2 ก.ค. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล
เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน หนองคาย สกลนคร บึงกาฬ นครพนม และ มุกดาหาร เข้าร่วมประชุมออนไลน์ผ่านทางระบบ Video Conference
นายประเสริฐ กล่าวก่อนเปิดการประชุมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในช่วงฤดูฝน ซึ่งปีนี้ฝนมาเร็วกว่าปกติ ขณะนี้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคมจะมีฝนตกมากในหลายพื้นที่ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และ ดินโคลนถล่ม นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในหลายประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ อินเดีย และญี่ปุ่น
ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็สร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลจึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าร่วมประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานมีแผนเผชิญเหตุ
ที่ชัดเจน และสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ กรมชลประทานรายงานว่าได้ติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการ วิเคราะห์ วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งพิจารณา ปรับแผนการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน รวมทั้งปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2568 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทาน ตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ (สิ่งก่อสร้างหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในงานชลประทานใช้เพื่อการจัดการน้ำ) และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยทั่วประเทศรวม 1,652 จุด พร้อมจัดเจ้าหน้าที่และเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ไว้ประจำจุดเสี่ยงเพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ภายหลังการประชุม รองนายกรัฐมนตรีมอบนโยบายและข้อสั่งการว่า ในปีนี้จังหวัดและหน่วยงาน
มีการเตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี แต่สิ่งสำคัญที่อยากเน้นคือเรามีบทเรียนที่อำเภอแม่สาย ให้ทุกหน่วยงานถอดบทเรียนตรงนี้แล้วนำมาปรับใช้ในการรับมือให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ตามบริบทของแต่ละจังหวัด
และเน้นให้ทุกหน่วยงานมีการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกันมีการประสานความร่วมมือ สร้างเครือข่ายที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สำหรับแนวทางและนโยบายให้หน่วยงานรับไปพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
1. การเตือนภัย ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกันติดตาม คาดการณ์การก่อตัวของพายุหรือร่องมรสุมหรือสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งพยากรณ์อากาศล่วงหน้า (ระยะสั้น ระยะปานกลาง) คาดการณ์พื้นที่ฝนตกหนักถึงหนักมาก การประเมินพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอุทกภัย ออกประกาศคำเตือนภัยล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ
และเตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที และให้ตรวจสอบระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System)
ให้พร้อมใช้งาน รวมถึงเตรียมระบบสำรองในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน รวมทั้ง ให้กรมทรัพยากรธรณีติดตามและประเมินสถานการณ์ธรณีพิบัติภัยจากดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง และบูรณาการข้อมูล
การดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสื่อสารสร้างการรับรู้ความเสี่ยงภัยให้กับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์พิบัติภัยได้อย่างทันท่วงที
2. การเตรียมพื้นที่รับมือภัยพิบัติ ให้กรมชลประทานร่วมกับจังหวัดในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจและเร่งรัดดำเนินการรื้อสิ่งปลูกสร้างกลางลำน้ำที่ขวางทางน้ำเพื่อให้น้ำไหลได้สะดวก พร้อมทั้ง
ให้ประสานหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเพื่อบูรณาการในการเร่งรัดขุดลอกแม่น้ำสายต่าง ๆ และให้กองทัพบก กองทัพเรือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดำเนินการและสนับสนุนกำลังคน อากาศยาน เครื่องมือ เครื่องจักรกลหนัก รถยนต์ เรือยาง และอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อเตรียมการสำหรับการเข้าพื้นที่ได้ทันท่วงที และ
ให้กรมชลประทานตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ให้พร้อมใช้งาน และประสานงานเพื่อสนับสนุนทรัพยากร
ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น เครื่องสูบน้ำ เรือตรวจการณ์ เสบียงอาหารสัตว์ ถุงยังชีพสัตว์ เมล็ดพันธุ์พืช หัวเชื้อจุลินทรีย์ และชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช พร้อมกับให้จังหวัด และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัยไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งให้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด จัดเตรียมพื้นที่สถานที่สำหรับการอพยพประชาชนมายังที่ปลอดภัย จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ น้ำ อาหารแห้ง เครื่องดื่ม จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน หน่วยรักษาพยาบาลหากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติจะได้พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันที พร้อมทั้งจัดเตรียมสถานที่และประสานงานกับมูลนิธิต่าง ๆ จิตอาสาที่เข้ามาช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถเข้ามาสนับสนุนและปฏิบัติงาน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองก่อสร้างคันกั้นน้ำริมตลิ่งในจุดวิกฤต
ตามแผนแก้ไขปัญหาระยะกลางโดยเร็ว และให้กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพบก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหาการชะล้างดินตะกอนที่เกิดขึ้นจากการเปิดเหมืองและการปนเปื้อนของสารพิษโดยเร็วที่สุด
3. การประชาสัมพันธ์ ให้จังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทบทวนแผนการปฏิบัติ
และการสื่อสารประชาสัมพันธ์การให้ข้อมูลผ่านระบบ Cell Broadcast (CB) โดยร่วมกับการแจ้งเตือนในรูปแบบอื่น ๆ ตลอดเวลา หากพบว่ามีความเสี่ยงเกิดขึ้นให้รีบแจ้งเตือนประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมการ พร้อมรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพื่อลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตให้มีความชัดเจน ลดความสับสน ป้องกันการเกิด Fake News รวมทั้งการประสานเครือข่ายอาสาสมัครแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ รวมทั้ง ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรธรณี เผยแพร่องค์ความรู้และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน โดยแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแจ้งแนวทางการปฏิบัติตนให้เกิดความปลอดภัย และช่องทางการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐโดยกำชับให้ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายอาสาสมัคร ประชาชนจิตอาสาให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับรองรับประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบให้เพียงพอและมีมาตรฐาน
4. การฟื้นฟู ช่วยเหลือเยียวยา ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับจังหวัดจัดทำข้อมูล
สำรวจพื้นที่ บ้านเรือน ทรัพย์สินของประชาชนที่ได้รับความเสียหายเพื่อประเมิน และเร่งจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยและวาตภัย รวมถึงให้จังหวัดในพื้นที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ จิตอาสา ภาคเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ ในการร่วมให้ความช่วยเหลือประชาชน
ในการล้างทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน ที่สาธารณประโยชน์ และสถานที่ราชการในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติและสำรวจความเสียหาย โดยเฉพาะบ้านเรือนที่พักอาศัย พื้นที่การเกษตร ที่สาธารณประโยชน์ เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพปกติ และให้ความช่วยเหลือตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว นอกจากนั้น ให้จังหวัดบูรณาการกับหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิต่าง ๆ จัดชุดเคลื่อนที่เร็วให้ความช่วยเหลือ
ลงพื้นที่ตามแผนเผชิญเหตุ ด้านการช่วยเหลือ การพยาบาลและการบรรเทาทุกข์โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่บนดอย
หรือพื้นที่ห่างไกลจากชุมชน
"อรรษิษฐ์" นำทีมมหาดไทยร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำฯ พร้อมยืนยันกลไกมหาดไทยทุกระดับ
พร้อมดูแลช่วยเหลือประชาชน
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสาธารณภัยเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติร่วมกันในลักษณะครบวงจร ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัย ได้แก่
"ก่อนเกิดภัย" โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดทำแผนเผชิญเหตุและมีการซักซ้อม
แจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast รวมถึงความพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลต่าง ๆ
"ขณะเกิดภัย" ทุกพื้นที่จะช่วยเหลือตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ทั้งการอพยพประชาชนพื้นที่เสี่ยง การจัดตั้งศูนย์พักพิงตามมาตรฐานสุขอนามัย การจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ การประกอบอาหารเลี้ยง และอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และการเยียวยา
"หลังเกิดภัย" โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องที่ สำรวจ
ความเสียหาย เพื่อใช้งบประมาณเยียวยาตามระเบียบและกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กลไกกระทรวงมหาดไทย
ทั้งในส่วนกลางและในระดับพื้นที่ ท้องที่ ท้องถิ่น พร้อมในการบูรณาการภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ในการดูแล
คนไทยในทุกสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า การแจ้งเตือนสถานการณ์อุทกภัย แผ่นดินไหว และภัยพิบัติต่าง ๆ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสาธารณภัย 7 ภัย ได้แก่ แผ่นดินไหว สึนามิ พายุหมุนเขตร้อน อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยหนาว และภัยจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ตลอด 24 ชั่วโมง และแบ่งการดำเนินการเป็น 3 ส่วน คือ 1. การรับข้อมูล 2. วิเคราะห์ข้อมูล 3. กระจายข้อมูล โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่มีเครื่องมือตรวจวัดปัจจัยความเสี่ยงจากสาธารณภัย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญ ในรูปแบบห้องปฏิบัติการ War room เพื่อประเมินโอกาสการเกิดสาธารณภัย ระดับความรุนแรง และพื้นที่เสี่ยงเกิดสาธารณภัยต่าง ๆ เพื่อกระจายข้อมูลเตือนภัยในรูปแบบต่าง ๆ