รัฐบาลประกาศยกระดับแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ต-น้ำมัน-ส่งออกสินค้าไปกัมพูชา 3 เดือน ต้องเห็นผล
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หลังการประชุมนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลจะยกระดับการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์ ที่พบว่ามีปัญหาอย่างมาก ตามแนวชายแดน และองค์การสหประชาชาติยังระบุว่ากัมพูชา เป็นแหล่งศูนย์รวมอาชญากรรมระดับโลก เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ มีมูลค่าความเสียหายกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับมูลค่าความเสียหายที่ไทยเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาประมาณ 30,000 ล้านบาท จากการปราบปรามที่ผ่านมาทำให้สถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลงอย่างมาก ซึ่งการที่แก๊งอาชญากรรมไซเบอร์มีการสูญเสียรายได้มากเท่าไร หมายความว่าคนไทยจะมีความปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น สำหรับการยกระดับการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ จะเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเข้า-ออก จุดผ่านแดน ระงับการบริการอินเทอร์เน็ตและประตูอินเทอร์เน็ตใต้น้ำ ที่ไปยังหน่วยงานทางการทหาร และความมั่นคงของรัฐบาลกัมพูชาทั้งหมด ระงับการส่งออกสินค้าที่เกื้อหนุนต่อกิจกรรมของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำมัน มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ และประสานประเทศต่างๆ ในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยไทยจะเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการร่วมกับนานาประเทศในภูมิภาค ทั้งนี้ได้กำหนดเป้าหมายให้เห็นผลเป็นรูปธรรมใน 3 เดือน
รายละเอียด
(23 มิ.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตประชาชน รวมไปถึงเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในระดับนานาชาติ ซึ่งจากการที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาด ในการปราบปรามการกระทำผิดทางอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาทิ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซนเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันตัวเลขของคดีการฟ้องร้องในเรื่องของการถูกหลอกจากแก๊งคอลเซนเตอร์มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมาหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วยงาน ตลอดจนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลอย่างเข้มข้นทุกมิติ และทราบจากรายงานว่าปัจจุบันมีข้อมูลตัวเลขสถิติอาชญากรรมออนไลน์ลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์เป็นอย่างมาก ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง
โดยรัฐบาลจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ จะดำเนินมาตรการในการปราบอาชญากรรมให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการที่แก๊งอาชญากรรมไซเบอร์ได้มีการสูญเสียรายได้มากเท่าไร หมายความได้ว่าประชาชนมีความปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินมาตรการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเต็มที่
อยากให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับเป็นหูเป็นตาให้กับประชาชนของเราทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยอีกครั้งจากตัวเลขทางอาชญากรรมออนไลน์ที่ลดลง โดยจากตัวเลขที่มีแนวโน้มลดลงก็อยากให้มีการลดลงมากยิ่งขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมกับรัฐบาลเป็นอย่างมาก ให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้อย่างเคร่งครัดและรัดกุม โดยจะต้องทำงานอย่างบูรณาการ เป็น “ทีมไทยแลนด์” และให้นำมาตรการ Seal Stop Safe มาปรับใช้ให้สอดรับกับมาตรการการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานของทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและผู้เกี่ยวข้องอีกหลายส่วน
รัฐบาลประกาศยกระดับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
ภายหลังการเป็นประธานการประชุมติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลประกาศยกระดับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยที่ไทยอาสาเป็นเจ้าภาพในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในการหาความร่วมมือกับนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมไปถึงความเชื่อมั่นของประเทศไทยในระดับนานาชาติ ซึ่งจากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ที่ได้มีข้อมูลว่า กัมพูชา ถือเป็นแหล่งศูนย์รวมอาชญากรรมระดับโลก เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ มีมูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี
ประเทศไทย โดยหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วยงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DE กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ เร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาดตามแนวชายแดน โดยได้กำหนดมาตรการ ดังนี้
ด้านความมั่นคง จะเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเข้า-ออก จุดผ่านแดน ทั้งการจำกัดเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดน 7 จังหวัด ห้ามรถยนต์ และบุคคล เข้า-ออก ยกเว้นในกรณีมีเหตุจำเป็นชัดเจน นอกจากนี้ ห้ามให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าไปเล่นการพนันในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการเข้มงวดการเดินทางโดยเครื่องบินไปยังเสียมราฐ เพื่อไปเล่นการพนัน
ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กระทรวง DE โดยศูนย์ AOC จะดำเนินการตรวจสอบบัญชีม้า และเส้นทางการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติอย่างเข้มงวด รวมถึงการระงับการบริการอินเทอร์เน็ต และประตูอินเทอร์เน็ตใต้น้ำ ที่ไปยังหน่วยงานทางการทหาร และความมั่นคงของรัฐบาลกัมพูชาทั้งหมด นอกจากนี้ จะต้องร่วมมือกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการสร้างมาตรการคว่ำบาตรผู้ที่เป็นอาชญากรข้ามชาติ ที่พบว่ามีการฟอกเงิน รวมถึงการยึด หรืออายัดทรัพย์สินที่โยกย้ายไปต่างประเทศด้วย
ด้านการส่งออกไฟฟ้า น้ำมัน และสินค้าผ่านชายแดน ต้องระงับการส่งออกสินค้าที่เกื้อหนุนต่อกิจกรรมของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิจารณาถึงความเหมาะสมในการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังกัมพูชา ที่จะนำเอาไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
ด้านการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยขอความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนในการรับซื้อสินค้า
ด้านการประสานความร่วมมือกับนานาชาติ กระทรวงการต่างประเทศ จะประสานกับประเทศต่าง ๆ และองค์กรระหว่างประเทศ ในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยให้ไทยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการร่วมในภูมิภาค
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอให้ภายใน 3 เดือน สถิติการแจ้งความของคนไทย ความเสียหาย การยึดทรัพย์ และการดำเนินคดีเครือข่าย จะต้องเห็นผลลดลงอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลขอย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหานี้ที่จะต้องเร่งแก้ไขให้หมดไปโดยเร็ว และให้มีการสื่อสารที่ถูกต้องกับประชาชน
สำหรับกรณีธุรกิจไทยในกัมพูชาจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การทำธุรกิจในกัมพูชาเราสนับสนุนอยู่แล้ว อย่างที่ผ่านมา กัมพูชาประกาศงดซื้อน้ำมัน และก๊าซจากไทย เป็นเรื่องของชายแดนที่เกิดขึ้น แต่หากลุกลามมากยิ่งขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้นำกัมพูชาจะต้องกำหนดราคาน้ำมัน โดยหากไม่รับจากของไทยคงจะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ไม่แน่ใจว่าทางกัมพูชาจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งอาจเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวกัมพูชา และหากมีคนไทยอยู่ในพื้นที่ด้วยก็จะได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ได้มีการสำรวจธุรกิจอื่นที่ลงทุนในกัมพูชาหมดแล้ว โดยตามฐานข้อมูลที่แจ้งมานั้นธุรกิจไทยในกัมพูชาส่วนใหญ่เป็นประเภทโรงแรม และจะอยู่ในตัวเมือง ส่วนผลกระทบเรื่องเกษตรกรและ SMEs ต่าง ๆ ทางภาครัฐ และภาคเอกชนพร้อมที่จะดูแล และซื้อสินค้าของประชาชน
สำหรับมูลค่าความเสียหายที่ไทยเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชานั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า โดยรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท และโดยเฉลี่ยของประเทศไทยเสียหายวันละประมาณ 80 ล้านบาท
ทางด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า นโยบายที่ดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรี มอบหมายคือการตั้งศูนย์วอร์รูมในการประเมินสถานการณ์ในทุกวัน โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำงาน ขณะเดียวกันก็มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั่วโลกมาร่วมทำงานวอร์รูมนี้
สำหรับความร่วมมือจากองค์กรนานาชาติ จะมีความเข้มข้นขนาดไหน จเรตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตนเองเป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) มีการประชุมอย่างต่อเนื่องเป็นไปในทิศทางที่ดี ขณะที่องค์กรตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) เราเป็นสมาชิกเช่นเดียวกับกัมพูชาก็มีกลไกในการขับเคลื่อนการช่วยเหลือในการปฏิบัติการปราบปรามต่าง ๆ และจะมีการขยายผลปราบปรามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
ส่วนของตำรวจอาเซียน จะมีการประชุมช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งประเด็นหลักที่มีการพูดถึงคือเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
ด้าน พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า ตามมาตรการ Seal Stop Safe ต้องลาดตระเวนตามจุดช่องทางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาชายแดนซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ การจัดการในการป้องกันประเทศจะต้องมีกำลังที่สอดคล้องกับปัญหาที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขอให้บูรณาการการทำงานตามแนวชายแดน ซึ่งทุกวันนี้กองกำลังป้องกันประเทศมีการบูรณาการในหน่วยความมั่นคง ทั้งทหารและตำรวจตามแนวชายแดน ส่วนที่เป็นของข้าราชการพลเรือนจะมีศูนย์สั่งการจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติราชการ เพราะฉะนั้น 2 เรื่องนี้จะต้องส่งผ่านข้อมูลกันทุกวันในการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน