ไทย-ภูฏาน-อินเดีย ยกระดับความสัมพันธ์ เพิ่มความร่วมมือทุกมิติ

ไทย-ภูฏาน-อินเดีย ยกระดับความสัมพันธ์ เพิ่มความร่วมมือทุกมิติ
ในโอกาสเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมผู้นำ BIMSTEC ของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน และ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ใช้โอกาสนี้เข้าพบหารือ กับนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่ง ไทย-ภูฏาน บรรลุความร่วมมือกันทั้งด้านการพัฒนา การท่องเที่ยว การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี นอกจากนี้ ไทย-ภูฏาน ยังได้ลงนาม FTA เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว เนื่องจากจะเป็นการขยายโอกาสทางการค้า และส่งเสริมการส่งออกสินค้าระหว่างกัน ขณะที่ไทย-อินเดีย เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทุกมิติ
ทั้งด้านการทหารและความมั่นคง เศรษฐกิจ ความเชื่อมโยง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมและวัฒนธรรม
การท่องเที่ยว ที่ทั้ง 2 ประเทศมีวัฒนธรรมทางภาษาและพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงประชาชนระหว่างกัน และความร่วมมือ
ในกรอบอาเซียน พร้อมทั้งส่งเสริมการขยายโอกาสและเพิ่มศักยภาพความร่วมมือระหว่างกัน

(3 เม.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบหารือ ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมผู้นำ BIMSTEC โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมต่อการเตรียมการของภูฏาน สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภูฏาน อย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 25 - 28 เมษายน 2568 ซึ่งการเสด็จเยือนครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยและภูฏาน พร้อมประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเสด็จเยือนเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ
นายกรัฐมนตรีภูฏานยังแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน
ได้ทรงส่งความห่วงใยและกำลังใจมายังรัฐบาลและประชาชนไทย นายกรัฐมนตรีภูฏานชื่นชมการบริหารจัดการสถานการณ์ของรัฐบาลที่มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้
สำหรับด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องถึงศักยภาพของความตกลงการค้าเสรีไทย-ภูฏาน ที่เพิ่งบรรลุการเจรจาในระยะเวลาเพียง 9 เดือน และจะลงนามหลังจากการหารือนี้
ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยไทยสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เมืองอัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูฏาน
ด้านการพัฒนา นายกรัฐมนตรีภูฏานยังขอบคุณความร่วมมือและการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการนำนโยบาย “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” (OTOP) ของไทย มาวางแนวทางปรับใช้ในโครงการ “One Gewog, One Product” (OGOP)
ด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีไทยและภูฏานเห็นพ้องสนับสนุนนโยบาย “Two Kingdoms, One Destination” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างไทยและภูฏาน โดยนายกรัฐมนตรียังได้เชิญชวนภูฏาน
เข้าร่วมงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “Thailand Travel Mart Plus” ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในเดือนมิถุนายน 2568
ด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นายกรัฐมนตรียืนยันถึงความพร้อมในการให้ทุนการศึกษาและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างไทยและภูฏาน โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคดิจิทัล
ด้านความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ภูฏาน กล่าวชื่นชมการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด BIMSTEC ครั้งที่ 6 ของไทย และภูฏาน พร้อมสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองเชื่อว่า
การประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือภายใน BIMSTEC และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีไทยและภูฏาน ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ไทย-ภูฏาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว

FTA ไทย – ภูฏาน ขยายโอกาสการทางการค้า และการส่งออกร่วมกัน
(2 เม.ย. 68) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า FTA ไทย – ภูฏาน จะเป็น FTA ฉบับที่ 2 ที่สำเร็จผลและมีการลงนามนับตั้งแต่ตนเองเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และจะเป็น FTA ฉบับที่ 17 ของประเทศไทย ซึ่งการลงนาม FTA ดังกล่าวจะถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจาจัดทำ FTA กับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการส่งออกสินค้าของไทย ซึ่งผู้ประกอบการและผู้บริโภคของทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์ทางการค้าอย่างเต็มที่จากการยกเว้นภาษีภายใต้ FTA ฉบับนี้ ในปี 2567 การค้าระหว่างไทยและภูฏานมีมูลค่า 460.47 ล้านบาท โดยไทยส่งออกไปภูฏาน 457 ล้านบาท และนำเข้าจากภูฏาน 3.47 ล้านบาท

ไทย - อินเดีย ชื่นมื่น กระชับความสัมพันธ์ทุกมิติ ยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าขยายโอกาสและศักยภาพความร่วมมือระหว่างกัน
(3 เม.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นายนเรนทร โมที (H.E. Mr. Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีอินเดียและคณะ ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 6 พร้อมทั้งชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดียที่มีความใกล้ชิดมายาวนาน โดยตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษของความสัมพันธ์ทางการทูต ไทยและอินเดียมีความร่วมมือขยายครอบคลุมทุกสาขา ซึ่งนำไปสู่การยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกัน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณรัฐบาลอินเดียที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระอัครมหาสาวกมาประดิษฐานที่ไทย
เป็นการชั่วคราว ซึ่งมีชาวไทยมาสักการะมากกว่า 4 ล้านคน สะท้อนถึงความสำคัญของพุทธศาสนาซึ่งเป็นหลักเชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศ
นายกรัฐมนตรีอินเดีย ชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดียที่มีความเข้มแข็งมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในระดับประชาชน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีความร่วมมือระหว่างกันที่ใกล้ชิดในหลายมิติ โดยนายกรัฐมนตรีอินเดียเห็นว่า ไทยและอินเดียมีแนวนโยบายที่สอดคล้องกัน ซึ่งสามารถเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมาก พร้อมทั้งแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของไทยในฐานะประธาน BIMSTEC ซึ่งภายใต้การเป็นประธานของไทย BIMSTEC มีข้อริเริ่มและโครงการใหม่ ๆ เกิดขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030 จะนำไปสู่ทิศทางและเกิดแรงผลักดันใหม่ให้กับ BIMSTEC
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นความร่วมมือที่สำคัญร่วมกัน ดังนี้
การทหารและความมั่นคง นายกรัฐมนตรียินดีที่กลไกความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทยกับอินเดีย
มีพัฒนาการที่สำคัญ โดยไทยพร้อมต่อยอดความร่วมมือไปยังสาขาใหม่ ๆ เพิ่มเติม อาทิ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และอวกาศ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย ผลิตอาวุธ และซ่อมบำรุงในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอินเดีย ผ่านการจัดตั้ง Joint Working Group on Defense Industry โดยเร็ว เพื่อผลักดันความร่วมมือในด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเพิ่มพูนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การลักลอบขนยาเสพติด และการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยนายกรัฐมนตรีต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด
เศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีขอให้ฝ่ายอินเดียพิจารณาผ่อนปรนมาตรการการนำเข้าสินค้า เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้าระหว่างกัน โดยสินค้าหลายประเภทของไทยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตสินค้า
ซึ่งสนับสนุนนโยบาย Make in India ของอินเดีย พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังเสนอให้มีการยกระดับกลไกการหารือด้านการค้า โดยเฉพาะการยกระดับการประชุม Joint Trade Committee เป็นระดับรัฐมนตรี การพิจารณาปรับปรุงความตกลงการค้าเสรีไทย – อินเดีย และความตกลง ASEAN – India Trade in Goods ให้ครอบคลุมสินค้ามากขึ้น นายกรัฐมนตรียังได้เชิญชวนนักลงทุนอินเดียให้เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทย พร้อมขอให้ฝ่ายอินเดียให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในอินเดียด้วย
ความเชื่อมโยง นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า อินเดียเป็นประเทศหุ้นส่วนสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค เอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งทางบกและทางทะเล โดยเฉพาะโครงการถนนสามฝ่าย อินเดีย – เมียนมา – ไทย (India - Myanmar - Thailand Trilateral Highway Project) ซึ่งทั้งสองฝ่ายพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ สำหรับการเชื่อมโยงทางทะเล ไทยมีโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะสร้างความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมทางทะเล เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย ไทยยังมีแผนที่จะพัฒนาท่าเรือระนอง ให้เป็นท่าเรือขนส่งสินค้าหลักเชื่อมต่อท่าเรือทางฝั่งตะวันออกของอินเดีย และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยมองอินเดียเป็นต้นแบบของการสร้างระบบนิเวศสำหรับการฟูมฟักสตาร์ทอัพ และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายระหว่างสตาร์ทอัพของทั้งสองประเทศ พร้อมหวังว่าจะมีความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น
สังคมและวัฒนธรรม ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ไทยและอินเดียมีการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและวัฒนธรรมระหว่างกันที่ใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ชุมชนชาวไทยเชื้อสายอินเดียมีส่วนสำคัญและเป็นรากฐานต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้านนายกรัฐมนตรีอินเดียเห็นว่า ไทยและอินเดียมีมรดกวัฒนธรรมทางภาษาและพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายควรสืบสานและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับประโยชน์จากมรดกเหล่านี้
การท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรียินดีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งกลไก Consular Dialogue เพื่อการคุ้มครองดูแลประชาชนซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ไทยและอินเดียยังสามารถเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวระหว่างกันได้มากขึ้น ผ่านการขยายเที่ยวบินไปยังเมืองอื่น ๆ ของไทยและอินเดียมากขึ้น ด้านนายกรัฐมนตรีอินเดียยินดีที่ไทยและอินเดียมีการแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวที่ใกล้ชิด และทั้งสองฝ่ายมีมาตรการที่สนับสนุนการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยไทยมีการยกเว้นการตรวจลงตราให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดีย ขณะเดียวกัน อินเดียได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราประเภทท่องเที่ยว (e-Tourist visa) ให้แก่นักท่องเที่ยวไทย และยินดีที่ไทยพร้อมมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขยายเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนา (Buddhist Circuit) ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ
ความร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยพร้อมร่วมมือกับอินเดีย ผ่านกรอบอาเซียน – อินเดียในหลายสาขา ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล ความมั่นคงทางไซเบอร์ AI การศึกษา และเทคโนโลยีอวกาศ พร้อมเพิ่มพูนการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันในภูมิภาค ผ่านการเจรจาการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน – อินเดียภายในปีนี้ นอกจากนี้ ไทยสนับสนุนข้อริเริ่มของอินเดียในการฉลองให้ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวอาเซียน – อินเดีย
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์ในเมียนมา โดยหนึ่งในความช่วยเหลือที่จะเกิดประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดคือ โครงการถนนสามฝ่าย ไทย – เมียนมา – อินเดีย ที่จะช่วยฟื้นฟูและส่งเสริมเศรษฐกิจชายแดนระหว่างไทย อินเดีย และเมียนมา ด้านนายกรัฐมนตรีอินเดียสนับสนุน ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน
เพื่อยุติความขัดแย้งในเมียนมา
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีอินเดีย ยังได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามปฏิญญาและแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยและอินเดีย จำนวน 6 ฉบับ ดังนี้
1. ปฏิญญาร่วมว่าด้วยการสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินเดีย
2. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศอินเดีย ว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
3. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงท่าเรือ การขนส่ง และเส้นทางน้ำ ของอินเดีย และกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ว่าด้วยการพัฒนาโครงการศูนย์มรดกทางทะเลแห่งชาติ เมืองโลธาล รัฐคุชราต
4. บันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท National Small Industries Corporation Ltd. (NSIC) แห่งอินเดีย และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
5. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยความร่วมมือด้านหัตถกรรมและการพัฒนาชุมชนช่างฝีมือ
6. บันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท North Eastern Handicrafts & Handlooms Development Corporation Ltd (NEHHDC) ของอินเดีย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จากนั้น นายกรัฐมนตรีไทยและอินเดียได้ร่วมพิธีมอบพระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ

#ไทยภูฏานอินเดียยกระดับความสัมพันธ์เพิ่มความร่วมมือทุกมิติ # FTAไทยภูฏาน #เพิ่มความร่วมมือไทยอินเดีย
#กระทรวงพาณิชย์ #ภารกิจนายกฯ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง
------------------------------------------
รวบรวมโดย: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468306
นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการและบริหารข้อมูลข่าวสาร โทร. 092 2468710
นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักสื่อสารมวลชนชำนาญการ โทร. 092 2468693
นางสาวกัลยา คงยั่งยืน นักวิเคราะห์ข้อ 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar