นายกฯ เปิดศูนย์บริการ TIESC รองรับนักลงทุน-ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม

นายกฯ เปิดศูนย์บริการ TIESC รองรับนักลงทุน-ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม
บทสรุป
(31 มี.ค. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิด “ศูนย์บริการนักลงทุนและบุคลากรต่างชาติ” (Thailand Investment and Expat Services Center: TIESC) ศูนย์บริการครบวงจรที่จะอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมดิจิทัล เป็นศูนย์รวมการให้บริการประสานงานด้านการลงทุน บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ซึ่งในปี 2567 เป็นปีทองแห่งการลงทุน มีโครงการลงทุนสูงถึง 3,100 โครงการ มูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท โดย TIESC เป็นการทำงานร่วมกันของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI : The Board of Investment of Thailand) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน โดยนำบริการของทั้ง 3 หน่วยงานแบบครบวงจรมาไว้ ณ จุดเดียว ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมการให้บริการของศูนย์ประสานงานด้านการลงทุน และศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่สะดวกรวดเร็ว รวมทั้งให้คำปรึกษาด้านการลงทุนเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนชาวต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนหรือทำงานในประเทศไทย ณ ชั้น 6-7 อาคาร One Bangkok โซน PARADE ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568 คณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของวีซ่าชนิดพิเศษ Long-Term Resident Visa หรือ LTR Visa ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเพิ่มรายได้ โดยปัจจุบัน BOI ได้อนุมัติ LTR Visa ให้กับบุคลากรต่างชาติศักยภาพสูงแล้วกว่า 6,000 รายจากทั่วโลก

รายละเอียด
​(31 มี.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ศูนย์ Thailand Investment @ Expat Services Center ชั้น 7 อาคาร One Bangkok นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาในพิธีเปิด “ศูนย์บริการนักลงทุนและบุคลากรต่างชาติ” (Thailand Investment and Expat Services Center: TIESC) โดยมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน คณะเอกอัครราชทูต และผู้บริหารหอการค้าต่างประเทศ เข้าร่วม
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว พร้อมให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลควบคุมสถานการณ์และตรวจสอบอาคารทั่วกรุงเทพมหานคร โดยยืนยันว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นเฉพาะกับอาคารที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเพียงหลังเดียว และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยว
สำหรับพิธีเปิดศูนย์บริการ Thailand Investment and Expat Services Center (TIESC) ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความชื่นชมอย่างจริงใจต่อทุกหน่วยงานที่ร่วมกันผลักดันให้วิสัยทัศน์นี้กลายเป็นความจริง ซึ่งศูนย์บริการฯ แห่งนี้ ไม่ใช่เพียงหน่วยงานราชการทั่วไป แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเปิดกว้าง อบอุ่น และความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับมิตรจากทั่วทุกมุมโลก ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ที่สำคัญ ซึ่งในปี 2567 เป็นปีทองแห่งการลงทุน มีโครงการลงทุนสูงถึง 3,100 โครงการ มูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท นับเป็นปีที่มีการยื่นขอลงทุนสูงสุดในรอบทศวรรษ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างชัดเจน ความสำเร็จเหล่านี้ได้ทำให้ไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ เศรษฐกิจชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เทคโนโลยีดิจิทัล และศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ
​โดยย้ำว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของไทย ยังคงเป็นคน ด้วยอัธยาศัยไมตรี ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์อันยั่งยืน ถือเป็นหัวใจของซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยรัฐบาลมุ่งหวังที่จะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต และเมื่อไทยต้อนรับนักลงทุนและ
คนเก่งจากทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการสร้างมิตรภาพ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความเข้าใจอันดีต่อกัน การลงทุนและความร่วมมือแต่ละครั้งจะช่วยเสริมสร้างชุมชนและสังคมที่มีชีวิตชีวา ครอบคลุมและกระจายความเจริญไปทั่วประเทศ
​นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน การบริการที่เป็นเลิศที่ความสะดวก โปร่งใส และรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะอำนวยความสะดวกเพื่อให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยราบรื่นและประสบความสำเร็จ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ต่างเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาล โดยศูนย์บริการฯ นี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตในไทย ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งจะให้บริการที่ราบรื่นด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่อทำให้ไทยเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการทำธุรกิจ ทำงาน และใช้ชีวิต
​รัฐบาลให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเข้าและพำนักในประเทศผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ
• วีซ่าพำนักระยะยาว สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูง (Highly Skilled Professionals)
• ชาวต่างชาติที่ทำงานในบริษัทต่างประเทศที่พำนักในไทย (Work-from-Thailand Professionals)
• ชาวต่างชาติที่มีทรัพย์สินสุทธิมูลค่าสูงและผู้เกษียณอายุที่ได้รับบำนาญ (Wealthy Global Citizens and Pensioners)
• สมาร์ทวีซ่าสำหรับสตาร์ทอัพ (SMART Visa) ตลอดจนอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรสำหรับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
นายกรัฐมนตรีขอบคุณชาวต่างชาติที่อาศัยและทำงานในไทย ซึ่งการมีส่วนร่วมของทุกท่าน ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของไทยด้วย ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับข้อเสนอแนะ และมุ่งมั่นที่จะทำให้ไทยเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับทุกคน และกล่าวเน้นย้ำว่าเป็นก้าวสำคัญที่ TIESC ไม่เพียงเป็นศูนย์บริการฯ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรม สร้างโอกาสแห่งการเติบโตและความเข้าใจร่วมกัน ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ไทยเป็นสถานที่ที่นวัตกรรมเฟื่องฟูและมิตรภาพเติบโตต่อไป
​ทั้งนี้ TIESC เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน โดยนำบริการของทั้ง 3 หน่วยงานแบบครบวงจรมาไว้ ณ จุดเดียว ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมการให้บริการของศูนย์ประสานงานด้านการลงทุน (One Start One Stop Investment Center: OSOS) และศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (One Stop Service For Visa And Work Permits)
ณ ชั้น 6-7 อาคาร One Bangkok โซน PARADE ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยประกอบด้วย การให้บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่สะดวกรวดเร็ว รวมถึงบริการให้คำแนะนำวีซ่าระยะยาวทุกประเภท (LTR Visa Service) นอกจากนี้ ยังให้คำปรึกษาด้านการลงทุนเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนชาวต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนหรือทำงานในประเทศไทย

ครม. ไฟเขียวปรับเกณฑ์วีซ่าพิเศษ LTR Visa ดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูงเข้าไทย
(13 ม.ค. 68) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของวีซ่าชนิดพิเศษ Long-Term Resident Visa หรือ LTR Visa ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย สอดคล้องกับแนวโน้มการโยกย้ายฐานการลงทุนทั่วโลก เนื่องมาจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ โอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างมากขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานการทำงานและการพำนักระยะยาวของบุคลากรต่างชาติ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญของกลุ่มนักลงทุนและบุคลากรคุณภาพสูงจากทั่วโลก เกิดเม็ดเงินในการใช้จ่ายของชาวต่างชาติกระจายไปยังภาคส่วนต่าง ๆ เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลาง Talent ระดับโลกด้วย
​LTR Visa เป็นวีซ่าชนิดพิเศษที่รัฐบาลได้มอบหมายให้บีโอไอเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง 4 กลุ่มเข้าสู่ประเทศไทย ได้แก่
1) ผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (Highly Skilled Professionals)
2) ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับนายจ้างในต่างประเทศ (Work-from-Thailand Professionals)
3) ผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizen)
4) ผู้เกษียณอายุ (Wealthy Pensioners) รวมทั้งผู้ติดตาม โดยจะสามารถพำนักในประเทศไทยได้ 10 ปี
ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เดินทางเข้าออกประเทศ อีกทั้งจะได้รับอนุญาตให้ทำงาน โดยลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ เหลือร้อยละ 17 และยังได้รับการผ่อนปรนระยะเวลาการรายงานตัวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจากปกติทุก 90 วัน เป็นปีละ 1 ครั้งด้วย
​การปรับปรุงหลักเกณฑ์ของ LTR Visa เป็นผลมาจากการหารือร่วมกับหอการค้าต่างประเทศ และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1) ขยายขอบเขตของอุตสาหกรรมเป้าหมายสำหรับกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ ให้ครอบคลุมอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาในสาขาต่าง ๆ เพื่อให้มาช่วยยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทย
2) ยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานของกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ และผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับนายจ้างในต่างประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับคุณสมบัติอื่น ๆ ที่แสดงถึงความรู้ความสามารถและศักยภาพของชาวต่างชาติทั้งสองประเภทได้ดีอยู่แล้ว เช่น รายได้ขั้นต่ำ วุฒิการศึกษา การทำงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และความมั่นคงของนายจ้างในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดของมาตรการและสามารถเข้าถึงกลุ่ม Talent จำนวนมากขึ้น
3) ผ่อนคลายข้อกำหนดด้านรายได้ สำหรับบริษัทนายจ้างในต่างประเทศของผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทย จากเดิมกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับเป็น 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และให้รวมถึงบริษัทลูกที่มีบริษัทแม่ ซึ่งมีรายได้ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้สามารถเข้าถึงพนักงานทักษะสูงของทั้งบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่และบริษัทที่กำลังเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ประเทศไทยยังขาดแคลน
4) ยกเลิกข้อกำหนดด้านรายได้สำหรับกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง จากเดิมกำหนดรายได้ส่วนบุคคล 80,000 เหรียญสหรัฐต่อปี โดยจะมาให้ความสำคัญกับทรัพย์สินที่มั่นคงและการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย (ไม่น้อยกว่า 500,000 เหรียญสหรัฐ) ของชาวต่างชาติกลุ่มนี้ มากกว่าการพิจารณารายได้ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้น
5) ขยายสิทธิสำหรับผู้ติดตาม จากเดิมกำหนดเพียงคู่สมรสและบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ครอบคลุมถึงพ่อแม่และผู้อยู่ในอุปการะ โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ติดตาม เช่นเดียวกับวีซ่าอีกหลายประเภท เพื่อช่วยเพิ่มความน่าสนใจของมาตรการสำหรับชาวต่างชาติที่ประสงค์ให้ครอบครัวเข้ามาพำนักในประเทศไทยด้วยกัน และยังช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศของสมาชิกครอบครัวชาวต่างชาติอีกด้วย
​ปัจจุบันบีโอไอได้อนุมัติ LTR Visa ให้กับบุคลากรต่างชาติศักยภาพสูงแล้วทั้งสิ้นกว่า 6,000 รายจากทั่วโลก โดยกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด คือ ยุโรป (2,500 คน) รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (1,080 คน) ญี่ปุ่น (610 คน) จีน (340 คน) และอินเดีย (280 คน) ตามลำดับ


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar